จิตวิทยา...ตอนที่ 4: จิตวิทยากับการศึกษา

จิตวิทยา...ตอนที่ 4: จิตวิทยากับการศึกษา

 

 

จิตวิทยา IV

 

 

          ถ้าพูดถึงจิตวิทยา และจิตวิทยากับการศึกษา...ในเอกสารตำราทางการศึกษาหลายๆ เล่มที่ผู้รู้และนักวิชาการของไทย

และต่างประเทศได้วิเคราะห์และเขียนเป็นตำราเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ เนื้อหาทั้งหมดต่างก็เน้นหนักไปในเรื่องของ

การศึกษาเกี่ยวกับพื้นฐานทางจิตของคนเพื่อเป็นการปรับความเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของคนหรือบุคคลต่างๆ ก่อนที่จะนำ

ปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ละเอียดซับซ้อนของเนื้อหาสาระในหลักสูตร ชั้นเรียน สถาบันการศึกษา ครูผู้สอนตัวนักเรียน และผล

สัมฤทธิ์ที่สูงและต่ำ ความต่างที่พบในประเด็นหลักๆ เหล่านี้ คือพฤติกรรมที่ปรากฏออกมาในหลายรูปแบบโดยมีสภาพแวดล้อม

เป็นตัวผลักดันฉะนั้นจิตวิทยาจึงเป็นศาสตร์พื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนทุกระดับทุกหลักสูตรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการ

เรียนรู้และการบริหาร“คน” คือผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ผู้เรียน หลักสูตร ตำราเรียนตลอดจนผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องทางการ

ศึกษา

               

ในกระบวนการสอนเป็นทั้งศิลปะและศาสตร์และเป็นวิทยาศาสตร์ การสอนที่เป็นศิลปะ เป็นเทคนิคและวิธีการที่จะถ่าย

ทอดเนื้อหาสาระจากครูผู้สอนสู่ผู้เรียนหมายความว่าผู้สอนจะต้องมีวิญญาณของความเป็นครูมีความพร้อมที่จะนำความรู้ต่างๆ

ไปสู่ผู้เรียนด้วยความเข้าใจในวิชาชีพของความเป็น “ครู” และเข้าใจธรรมชาติของตัวผู้เรียนในด้านอารมณ์ ความต่างของสติ

ปัญญา การที่สามารถจะแยกแยะคิดค้นสังเคราะห์วิธีการสอนแบบใหม่ๆ พร้อมทั้งสร้างอุปกรณ์ช่วยสอนนอกเหนือจากที่ปรากฏ

ในหลักสูตรได้อย่างเหมาะสมนั้นคือศาสตร์ส่วนการสอนที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นเป็นการนำเทคนิควิธีการแห่งการทดลองการเรียนรู้

ที่สามารถทราบคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำที่เป็นค่าสถิติตัวเลขหรือข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้นอกเหนือจากการแสดงความคิดเห็น

ทางการสอน

 

จึงต้องทำความเข้าใจว่าจิตวิทยามีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างไรบ้างมีคำนิยามและความหมายที่เกี่ยว

ข้องดังนี้

 

จิตวิทยากับการศึกษา (Psychology and Education)

 

จิตวิทยากับการศึกษา แยกคำศัพท์ได้ คือ "จิตวิทยา" กับ "การศึกษา"

 

จิตวิทยา คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการของจิต (Psychology is the scientific study

of behavior and mental process) (Hilgord, 1983.) จิตวิทยา (psychology) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำ คือ “Psyche”

(วิญญาณ) และ “logos” (การศึกษา) หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific study) หมายถึง

การใช้วิธีการสังเกตพรรณนาและการทดลองเพื่อรวบรวมความรู้แล้วจัดความรู้นี้ให้เป็นระบบพฤติกรรม (behavior) นิยามอย่าง

กว้างๆ หมายถึงการกระทำทั้งหมดที่สังเกตได้เช่น การพูดการเดินและ การเต้นของหัวใจและยังรวมถึง “กระบวนการของจิต” เช่น

การรับรู้ การคิด การจำ และการรู้สึก

 

การศึกษา คือ  การจัดโปรแกรมการเรียนการสอนขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมอบให้ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย

เป็นผู้จัดหาโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงสถานศึกษาเท่านั้นแต่ยังมีความหมายครอบคลุมไปถึงการศึกษาพิเศษ โดย

ใช้บริการทางไปรษณีย์ วิทยุโทรทัศน์เป็นเครื่องมือตลอดจนการอบรมซึ่งรัฐบาลหรือองค์การและเอกชนเป็นผู้จัดทำขึ้นอีกด้วย

ดร. เอกวิทย์ ณ ถลาง กล่าวไว้ว่า“การศึกษา”  คือการสร้างสมและการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ของมนุษย์เพื่อแก้

ปัญหาและยังให้เกิดความเจริญการศึกษามีความจำเป็นต่อเนื่องและต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบอยู่เสมอการศึกษามีความ

หมายกว้างไกลและลึกกว่าการเรียนหนังสือและการไปโรงเรียน การศึกษาก่อให้เกิดความเจริญทางพุทธิปัญญาจิตใจ สังคมและ

พลานามัย การศึกษาจะจัดในสถานศึกษา แต่การศึกษาส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกสถานศึกษาการศึกษามิใช่การเรียนรู้ในเนื้อหาวิชา

แต่เป็นการเรียนให้ได้ความคิดและระบบการศึกษาที่ดีและการศึกษาเป็นการโน้มนำให้บุคคลเกิดความประจักษ์ใจและพัฒนา

ความสามารถของตนให้รู้ว่าตนทำอะไรได้มากกว่าการฝึกฝนเฉพาะอย่าง

คำว่า “การศึกษา” (Education) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน 2 คำคือ Educere ซึ่งแปลว่า บำรุงเลี้ยง อบรม รักษา

ทำให้เจริญงอกงาม (to nurture, to rear, to raise) และคำว่า Educare แปลว่า ชักนำหรือดึงออกมา (to lead form to draw

out) เป็นรากศัพท์ทางการศึกษาที่มุ่งเน้นในเรื่องของการอบรมสั่งสอนเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามเป็นความหมายที่ปฏิบัติมา

โดยตลอดส่วนการศึกษาที่เป็นการชักนำให้เกิดการเรียนรู้และตระหนักในตัวตนของแต่ละคนนั้นเป็นความหมายที่จะกระตุ้นให้

ดึงความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติออกมาให้เต็มที่

 

Lefrancois (1972) ได้กล่าวถึง จิตวิทยา กับ การศึกษา ไว้ดังนี้

จิตวิทยา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทฤษฎีพัฒนาการทฤษฎีทางบุคลิกภาพของบุคคล

ในระดับอายุต่างๆตั้งแต่ก่อนวัยทารกคือหลังจากมีปฏิสนธิสู่วัยทารกวัยเด็ก วัยรุ่นตอนต้นตอนปลาย วัยผู้ใหญ่และวัยชราที่จะมี

ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างล้วนแต่เป็นเรื่องของการปรับตัวทั้งสิ้น

การศึกษา การศึกษานั้นเป็นเรื่องของการสร้างคนเพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีงามและเปลี่ยนแปลงสถานะภาพทางสังคมได้

จิตวิทยาจะช่วยบุคคลในเรื่องของการปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามอัตภาพทำอย่างไรที่จะช่วยให้เด็กและ

บุคคลสามารถปรับตัวที่จะอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างพอดี

จิตวิทยากับการศึกษา จึงเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาสาระทั้งสองสาขาวิชาที่บูรณาการเข้าด้วยกันทั้งภาคทฤษฎีและภาค

ปฏิบัติการทดลอง

 

สาขาวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการศึกษา

 

จิตวิทยามีขอบข่ายกว้างขวางและมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่นๆ ดังนี้

 

1.  จิตวิทยา (Psychology) คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์การศึกษาค้นคว้าทางจิตวิทยาใน

ปัจจุบันใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ซึ่งมักมีการรวบรวมข้อมูลอย่างมีเกณฑ์ระเบียบแบบแผนจากการศึกษานี้เองทำให้สามารถนำผล

ที่ได้จากการศึกษามาใช้เป็นประโยชน์ในจิตวิทยาการศึกษา

2.  จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เป็นการค้นคว้าถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์

ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวัยชรารวมทั้งอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการและลักษณะความ

ต้องการความสนใจของคนในวัยต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งเป็นจิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่นและจิตวิทยาวัยผู้ใหญ่

3.  จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) เป็นการศึกษาค้นคว้าถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ

ทางสังคม จิตวิทยาสังคมเกี่ยวพันถึงวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมวิทยา (Sociology) และมนุษย์วิทยารวมทั้งเกี่ยวกันถึงสิ่ง

ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมากเป็นต้นว่าการเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ สุขภาพจิตการศึกษาค้นคว้าทางจิตวิทยา

แขนงนี้ นอกจะศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคมแล้ว ยังเป็นการค้นคว้ากฎเกณฑ์ต่างๆ

เพื่อพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้นด้วย

4.  จิตวิทยาปกติ (Abnormal Psychology) เป็นการศึกษาถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคจิตและโรคประสาท

ความผิดปกติอันเนื่องจากความเครียดทางจิตใจ เป็นต้น

5.  จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) เป็นการนำความรู้และกฎเกณฑ์ทางจิตวิทยาแขนงต่างๆ มาดัดแปลง

ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือนำไปใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เช่นนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล การให้คำปรึกษาหารือ

ในวงการอุตสาหกรรมการควบคุมผู้ประพฤติผิด เป็นต้น

6.  จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning) เป็นการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติ

ของการเรียนรู้การคิด การแก้ปัญหา การจำ การลืม รวมถึงปัญหา ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้

7.  จิตวิทยาบุคลิกภาพ (Psychology of Personality) เป็นการศึกษาคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่เป็นตัว

กำหนดพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลมีความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือแตกต่างจากบุคคลอื่นทั้งในด้านแนวความคิด ทัศนคติ

ตลอดจนการแก้ปัญหาด้วย

8.  จิตวิทยาการศึกษา (Education Psychology) เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพการเรียนรู้ประเภทและวิธีการเรียนรู้

โรงเรียนสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อผู้เรียน การปรับตัวของครู ความแตกต่างระหว่างบุคคลและการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล

9.  จิตวิทยาเปรียบเทียบ (Comparative Psychology) เป็นจิตวิทยาซึ่งว่าด้วยความเหมือนและความแตกต่างใน

ทางพฤติกรรมของอินทรีย์ทั้งหลายศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางพฤติกรรมการเรียนรู้แบบคลาสสิกและการเรียนรู้แบบใช้

เครื่องมือทดลองความสามารถในการแยกความแตกต่างการเรียนรู้และการรับรู้

10.  จิตวิทยาภาษาศาสตร์ (Poychololinguiotes) เป็นจิตวิทยาซึ่งรวมถึงวิธีการทางจิตวิทยาและทางภาษาศาสตร์

เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกของภาษาทางด้านจิตวิทยาความเคยชินทางภาษาวิธีการใช้ภาษาในทาง

ด้าน Cognitive และติดต่อสื่อสารกัน

11.  จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) เป็นจิตวิทยาซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติทางพฤติกรรมของมนุษย์

โดยอาศัยหลักการสืบความจริง หรือจากการพิจารณาปัญหาต่าง ๆศึกษาประวัติโดยละเอียดหรืออาศัยหลักวิธีการต่างๆ ทาง

จิตวิทยา

12.  จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) เป็นจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าหาวิธีการและ

ผลต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาความคิดในงานที่ต้องการความชำนาญชั้นสูง ผลของสิ่งแวดล้อม

ที่มีผลต่องานแรงจูงใจในการทำงานการประเมินผลการทำงาน

 

วัตถุประสงค์ของจิตวิทยาการศึกษา

 

กู๊ดวินและคลอสไมเออร์ (1975) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษาไว้ดังนี้

 

1.  เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็นระบบทั้งทางหลักการและสาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จิตวิทยาการศึกษาจึงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้เรียนในสภาพการจัดการเรียนการสอน

2.  เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ตัวผู้เรียนมาจัดทำเป็นรูปแบบทั้งนี้เพื่อเอื้ออำนวยให้ครูและผู้เกี่ยวข้องกับ

การศึกษาได้สามารถนำความรู้ที่เป็นรูปธรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน

จึงกล่าวได้ว่าครูที่มีความรู้ความเข้าใจและนำความรู้ทางจิตวิทยาการศึกษาไปใช้ในการจัดสภาพการเรียนการสอน

และสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เรียนย่อมส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ดีกว่าครูที่ขาดความรู้และหลักการที่ดีในเรื่องจิตวิทยาการศึกษา              

 

ประโยชน์ของจิตวิทยาการศึกษา

 

จิตวิทยาการศึกษาจะเน้นในเรื่องการเรียนรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประกอบด้วยจุดประสงค์ 3 ด้าน ตามหลักของการเรียนรู้ที่ดีคือ

-  ด้านความคิด (Cognitive Domain)

-  ด้านอารมณ์ (Affective Domain)

-  ด้านการปฏิบัติ (Psychomotor Domain)

 

1.  ด้านความคิด ผู้เรียนต้องเข้าใจในหลักการเรียนรู้ต่างๆ ของทฤษฎีการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นใน

สมอง โดยสามารถวิเคราะห์สรุป และแยกแยะสิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในการเรียนรู้ได้ถูกต้องแท้จริงอย่างมีหลักเกณฑ์

2.  ด้านอารมณ์ ผู้เรียนต้องสามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึก เชื่อถือ ทัศนคติและค่านิยมต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้

นั้นๆ เพื่อเสริมสร้างหรือสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

3.  ด้านการปฏิบัติ ผู้เรียนต้องสามารถนำผลที่ได้จากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนการแก้ปัญหาและ

การปรับตัวอยู่ในสังคมได้ ซึ่งจะอยู่ในรูปของเชิงพฤติกรรม        

 

จิตวิทยาการศึกษาสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในสังคมโดยแยกออกได้ 4 ประการใหญ่ๆ คือ

 

1.  ประโยชน์ด้านการสอน  ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้นสามารถจัดการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ

เชาว์ปัญญา และความถนัดของเด็กซึ่งจะทำให้การสอนประสบผลสำเร็จ

2.  ประโยชน์ด้านการเรียน  ช่วยให้ครูมีการปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ และวิธีการสอนอันเป็นหนทางส่งเสริมให้เด็กเกิด

การเรียนรู้ได้อย่างดีช่วยให้เด็กมีหลักเกณฑ์ในการเรียนรู้โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้ถูกต้องตามหลักการ

เรียนรู้ที่ดี

3.  ประโยชน์ด้านสังคม  ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่นตลอดจนรู้จักปรับปรุงตนเองโดยใช้การดัดแปลง

พฤติกรรมตามหลักการเรียนรู้ให้อยู่ในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

4.  ประโยชน์ด้านการปกครองและการแนะแนว  ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น และสามารถอบรม แนะนำควบคุมดูแล

เด็กให้อยู่ในระเบียบวินัยอันดี เสริมสร้างให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีการปรับตัวที่เหมาะสม มีอุปนิสัย ความสนใจตลอดจนมีทัศนคติที่ดี

ต่อวิธีการเรียนรู้ต่างๆ

 

จะเห็นได้ว่าจิตวิทยาแต่ละสาขามีความสอดคล้องด้านเนื้อหาเป็นส่วนใหญ่และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาได้

อย่างไรจะนำหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาเข้ามาใช้ในการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการศึกษาอย่างไร

 

ดังนั้นทั้งจิตวิทยาและการศึกษาต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกันและมีประโยชน์กับครูผู้สอนโดยตรงคือ

1. ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบุคลิกภาพ  ซึ่งจะทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของนักเรียนและบุคคลที่

เกี่ยวข้องทางการศึกษาและบุคคลอื่น

2. ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้การแก้ปัญหา  การคิดจะช่วยครูผู้สอนให้สามารถช่วยเด็กนักเรียนได้เกิดพัฒนาการ

ทางด้านอารมณ์สังคมและสติปัญญารวมถึงความสามารถได้

3. ช่วยครูผู้สอนสามารถจัดการศึกษาได้ตรงตามเป้าหมาย และช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ถูกต้องตรงตามวุฒิภาวะ

ของตนเอง

4. เข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างชัดเจน  และช่วยให้ครูผู้สอนจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสม

ตามความสามารถ

5. ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถที่ปกครองชั้นเรียนได้  โดยนักเรียนอยู่ร่วมกันและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก:

อารีย์ พันธ์มณี. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : เลิฟแอนด์ลิฟเพรส จำกัด, 2534.

ชม  ภูมิภาค. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2523.

ชาติชาย  พิทักษ์ธนานุคม. ผศ.ดร. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาฯ, 2544.

ประสาท อิศรปรีดา. ผศ. จิตวิทยาการเรียนรู้กับการสอน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กราฟิคอาร์ต, 2523.

สุรางค์ โคว้ตระกูล.รศ.ดร. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2537.