HRD...ตอนที่ 2: วิวัฒนาการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

วิวัฒนาการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

              การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ผ่านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษย์ตั้งแต่มนุษย์เริ่มต้นเดินทาง   

บรรพบุรุษของเราได้สร้างการฝึกฝนในแบบที่ง่ายที่สุดจากการขับเคลื่อนความต้องการเพื่อความอยู่รอด  

การเรียนรู้ครั้งแรกรวมถึงการสร้างเครื่องมือง่าย ๆ  จากหิน  ไม้  แต่ยังไม่รู้จักไฟ และเหล็ก  การนำสิ่งเหล่านี้มา

ใช้ได้กลายเป็นการพัฒนาที่ก้าวไปอย่างสำคัญของมนุษย์ 

 

              บริบทเริ่มแรกของการเรียนรู้ของมนุษย์ยุคแรกนี้ถูกจำกัดอยู่ภายในครอบครัว และเผ่าโดยผ่านกิจกรรมที่ไม่

เป็นทางการและการเลียนแบบจากหัวหน้าครอบครัวคือพ่อ  และหัวหน้าเผ่า  พ่อบ้านจะเป็นผู้ที่ฝึกลูกในเรื่องความ

ประพฤติที่เหมาะสม  และฝึกในเรื่องการดำรงชีวิตที่เหมาะกับสภาพแวดล้อม  ดังนั้นการเรียนรู้ในยุคแรกๆ นี้จึง

เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคนรุ่นก่อน

 

              เมื่อเข้าสู่ยุคโลหะ  มนุษย์มีความสามารถที่จะตั้งถิ่นฐาน  มีความรู้ที่จะทำเครื่องมือโลหะแบบง่ายๆ รวมทั้ง

ทำการเกษตร  มีการแบ่งงานกันทำภายในชุมชนและภายในครอบครัว  การแบ่งงานได้วิวัฒนาการกลายเป็นผู้ชำนาญ

การเช่น  ช่างไม้  ช่างโลหะ เป็นต้น  มนุษย์ในยุคนี้พึ่งพาเครื่องมือเพื่อสนองความต้องการขั้นพื้นฐานก็คือเพื่อความ

เป็นอยู่   เป็นความก้าวหน้าของมนุษย์ที่เกี่ยวพันกับการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ และเกิดความจำเป็นในการร่วมมือ

กันเพื่อสร้างการเรียนรู้โดยตรง นั่นก็คือ การศึกษา  มากยิ่งกว่าการเลียนแบบโดยไม่ตั้งใจ

 

              การศึกษาในขั้นตอนแรกเป็นการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอย่าง

มีเป้าหมาย  เป็นการเลียนแบบความสำเร็จที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะที่ยังไม่มีระบบหรือทฤษฎีรองรับ  จากการ

เลียนแบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ได้กลายมาเป็นรูปแบบที่มีความแน่นอน

 

              ในการเรียนรู้ในช่วงประวัติศาสตร์ยุคแรกของมนุษย์นี้  ได้ผ่านการพัฒนาจากการพยายามปรับตัวต่อสิ่ง

แวดล้อมทางกายภาพและสังคม  โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือ ผ่านการใช้อำนาจของผู้ชายในการใช้

เครื่องมือและในการยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้นทีละขั้น

 

ยุคกรีก 

              มรดกสำคัญที่โรมันได้มอบไว้ให้กับโลกก็คือการสร้างสถาบันที่ทำหน้าที่จัดระเบียบทางสังคม  แม้การ

ศึกษาของโรมันจะไม่ได้มีอิทธิพลเท่ากับกรีก  โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาและองค์การ เช่น โรงเรียนก็ได้ถูกสร้าง

ขึ้นภายใต้ระยะเวลาที่โรมเจริญอำนาจและเสื่อมถอย

 

              ส่วนมรดกที่สำคัญของกรีกก็คือ ปรัชญาการศึกษา   ไม่เหมือนกับวัฒนธรรมอื่น  ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณสอ

ดอสสร้างขึ้นภายใต้ระยะเวลาที่ฌรมคล้องกับความคิดปัจจุบัน  การศึกษาแบบเสรีนิยมของกรีกเป็นการศึกษาแบบแรก

ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาที่เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับการพัฒนาปัจเจกชน

 

              แนวการศึกษาแบบกรีกได้รวมเอามิติต่าง ๆ มากมายที่สำคัญต่อการพัฒนาปัจเจกบุคคลที่ยังคงทรงคุณค่า

แม้ในทุกวันนี้  การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ในทุกขั้นตอนของชีวิต  ธรรมชาติ  มนุษย์   สิ่งเหนือธรรมชาติ มิติทาง

จริยธรรมที่เน้นในเรื่อง  ศีลธรรม และความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล  การศึกษาในเรื่องสุนทรีย์ศาสตร์  ก็เป็นสิ่งที่

ชาวกรีกได้คิดค้นขึ้น  การศึกษาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ชาวกรีกให้ความสำคัญว่าเป็นเสมือนหนึ่งยาน

พาหนะเพื่อการพัฒนาปัจเจกบุคคลและความสำเร็จของบุคคล 

 

              แม้จะมีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา  แต่ชาวกรีกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนในทางการค้า

หรือในทางเครื่องมือเครื่องใช้   พวกเขาดูแคลนอาชีพที่ต่ำต้อยเช่น การเกษตร  การเลี้ยงสัตว์  การทำรองเท้า  ช่างตี

เหล็ก  แม้โสกราตีสที่มีชื่อเสียงก็ยังดูแคลนอาชีพเหล่านี้ว่าเป็นงานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต  งานเหล่านี้เป็นงานที่

สภาพเลวร้าย  ไม่มีเวลาพักเพียงพอและเป็นงานที่ไม่พัฒนาทางจิตใจ   ดังนั้นงานที่ทำด้วยทักษะมือจึงมิได้ถูกบรรจุ

ลงในหลักสูตรการศึกษาของชนชั้นสูง   ทักษะนี้ได้ผ่านการสะสมโดยชนชั้นต่ำโดยงานก่อสร้าง  การผลิต 

การเกษตร  ที่ได้สร้างความสำเร็จในประวัติศาสตร์อารยธรรมกรีกมา  การฝึกฝนในทักษะดังกล่าวจึงมีความสำคัญ

อย่างยิ่งในการพัฒนาคนของกรีกแม้จะไม่ได้แรงสนับสนุนจากคนชั้นสูงก็ตาม

 

              แม้อยู่ท่านกลางยุคทองของมรดกที่ล้ำค่า   ชาวกรีกส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือสถาบัน

ที่จะให้คนส่วนใหญ่ของตนได้รับการศึกษา  ชาวกรีกโบราณส่วนใหญ่ยังไม่มีอิสรภาพทางการศึกษายกเว้นคนเพียง

ส่วนน้อยเท่านั้น  ความสำคัญของการศึกษาและการพัฒนาบุคคลได้อยู่ร่วมกันกับความเป็นจริงของการเป็นทาส

 

ยุคโรมัน

              ชาวโรมันปรับปรุงความคิดของชาวกรีกโดยบูรณาการเข้าไปในวิถีชีวิตของตนเองผ่านการสร้างกฎหมาย

และสถาบัน ไม่เหมือนกับชาวกรีกที่ยึดถือมาตรฐานของศีลธรรมและความกลมกลืน  ชาวโรมันเป็นนักปฏิบัติ

มากกว่าซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์และประสิทธิภาพ   ชาวโรมันได้พยายามหาคำตอบว่ากฎหมายและ

โครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองใดที่เหมาะสมเพื่อบรรลุผลในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมใน

ระยะยาวได้

 

              การประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในด้านงานสาธารณะ  สถาปัตยกรรม และการก่อสร้างถนน  ท่อส่งน้ำนั้น

เป็นที่รู้จักกันดี  แต่งานที่ทำด้วยมือและทักษะเกี่ยวกับเครื่องจักรที่ยังอยู่ขั้นปฐมได้ถูกทำให้มีค่าขึ้นโดยชาวโรมัน 

เหมือนชาวกรีก  ชาวโรมันเชื่อในแรงงานและพ่อค้าที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาณาจักร  ชาวโรมันได้เรียนรู้

ทักษะงานที่ใช้ฝีมือและได้รับการประเมินค่าว่าสูงผ่านการฝึกงานของครอบครัว  พ่อชาวโรมันได้พัฒนาทักษะภาค

ปฏิบัติและถ่ายทอดให้แก่ลูกๆ ของพวกเขา

 

              เหมือนอาณาจักรอื่นๆ อาณาจักรโรมันเมื่อได้บรรลุถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในที่สุดก็เริ่มเสื่อมลงด้วยความ

เกียจคร้านและนิยมวัตถุของชาวโรมันเอง  ความแข็งแกร่งและเข้มแข็งแต่แรกค่อย ๆ หายไปจากการรุกรานของพวก

บาบาเรียนทางเหนือ   การศึกษาที่จัดขึ้นในโบสถ์คริสเตียนยุคแรกค่อยๆ เข้าแทนที่การศึกษาแบบโรมทั้งสาระและ

ทัศนคติ  อิทธิพลของศาสนาคริสต์ได้เติบโตขึ้นมาตลอดยุคกลาง

 

ยุคกลาง

              ในยุคกลางเป้าหมายและวิธีการฝึกงานค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมามากมายในช่วงยาวของยุคกลางตั้งแต่ก่อนคริสต

ศักราชที่ 300  จนถึงยุคปี 1300 ในช่วงนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ยุคกลางแรกและหลังจากนั้นด้วยเส้นแบ่งคือ

ปีที่ 800 เมื่อ ชารล์เลอมานได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมัน 

 

              อิทธิพลของศาสนาคริสต์ได้ซึมเข้าสู่วิถีชีวิต   แม้คำบัญชาที่ทำให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เป็นทางการ

ของอาณาจักรระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก็ตาม   แต่ศาสนาจักรได้เข้าควบคุมประชาชนโดยผ่านสถาบันทั้งหมด  

ท่ามกลางความเสื่อมของอาณาจักรโรมและพวกบาบาเรียนที่ป่าเถื่อน  จึงเป็นความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างและ

ระบบศีลธรรมโดยศาสนาคริสต์  ศาสนาคริสต์ยังได้รวบรวมชนชั้นล่างนอกรีตที่ได้ถูกละเลยโดยสังคมของโรมและ

กรีก

 

              วัฒนธรรมกรีกโรมมันและการศึกษาได้ถูกแทนที่โดยการฝึกงานและพิธีกรรมแบบคริสต์   การฝึกฝนตามหลัก

ศาสนาและสำนึกทางด้านจิตใจได้เข้าแทนที่ความคิดที่สุนทรีย์และทางปัญญาของกรีก  การฝึกฝนทางศีลธรรมที่เข้ม

งวดและวินัยได้เข้าแทนที่การนิยมวัตถุของโรม  ภายใต้อิทธิพลของศริสต์ศาสนา  การศึกษาของยุคนั้นถูกปรับปรุง

ใหม่ทั้งหมด

 

อิทธิพลของโรงเรียนนักบวช

         ส่วนที่สำคัญของระเบียบและการสอนของคริสต์ศาสนาก็คือ  คุณค่าด้านจิตใจของแรงงานของคน  มันเป็น

ตัวอย่างของความกระตือรือร้นและระเบียบของชีวิตของนักบวชคริสเตียนยุคแรกๆ   เนื่องจากพื้นฐานทางด้านความรู้

ได้ถูกทำให้ด้อยค่าลงในยุคกลาง    ความสำคัญของการเรียนรู้วิชาการและการรักษาสิ่งโบราณได้ตกทอดมายัง

ศาสนาคริสต์อย่างสมบูรณ์

 

         การเชื่อมกันของคุณค่าของแรงงานแบบคริสเตียนและบทบาทของศาสนาในฐานะที่เป็นผู้ปกป้องการเรียนรู้

ทางวิชาการได้ให้สิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าต่อแรงงานฝีมือและการฝึกฝนศิลปะ     มีการแบ่งอย่าง

ชัดเจนระหว่างศาสนาจักรจากอาณาจักร  พวกเขาได้จัดให้มีหน่วยทางการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่

สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เช่น สวน  เหมืองแร่  ขนมปัง  ร้านเพื่อการก่อสร้างการบำรุงรักษา   บาทหลวงและสังฆราชที่

เชี่ยวชาญในการค้าเหล่านี้เป็นผู้บริหารศาสนาจักรและได้ให้การฝึกฝนทางการเกษตร    ศิลปประยุกต์ หัตถกรรมและ

การก่อสร้างที่หลากหลายและทักษะด้านเครื่องจักร   การเรียนรู้ด้านปฏิบัติที่เกิดขึ้นในเวลานั้นเป็นส่วนสำคัญของ

ชีวิตของนักบวช

 

         ศาสนายังเป็นศูนย์กลางของชีวิตไม่ว่าในทางสติปัญญาและทางวรรณกรรมและศิลปะตลอดยุคกลาง 

คนทั้งหมดที่เข้าไปมีส่วนร่วมได้รับการสอนพื้นฐานทางด้านการอ่านเขียน  นักบวชทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

นการเขียนตำรา พัฒนาทักษะศิลปะวาดภาพ เพลง และปฎิมากรรม   ดังนั้นทักษะการเขียนและการทำตำราจึงถูก

รักษาให้สูงส่ง  การฝึกฝนทางปัญญาและศิลปะก็มีความสำคัญในชีวิตของนักบวชด้วย

 

              นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมของศาสนาจักรในด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานก็คือ การสร้างมาตรฐานการเรียน

รู้ทักษะใหม่และการปรับปรุงสถานะทางเศรษฐกิจของบุคคล   เนื่องจากงานหัตถกรรมและการค้าได้แตกแขนงออก

และมีลักษณะเฉพาะตัวมาขึ้น  การฝึกงานยังคงดำเนินการต่อไปในฐานะที่เป็นเป็นรูปแบบหลักในการถ่ายถอดความ

ชำนาญด้านปฏิบัติและด้านเทคนิคจากผู้มีประสบการณ์ไปสู่ลูกศิษย์

 

 

 

 

แหล่งที่มา:  โดย ผศ.ดร.บุญยง  ชื่นสุวิมล